OUR

ARTICLES

  • ธีรชัย จำปีแก้ว

เมื่อ WFH ทำให้พนักงานมี “ภาวะซึมเศร้า” รีบรับมือก่อนพังทั้งองค์กร!

นานแค่ไหนแล้วที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเปลี่ยนมาทำงานผ่านทางไกลหรือการ Work from Home โดยการเปลี่ยนสถานที่ทำงานมาเป็นที่บ้านอาจสั่งสมความเครียดจากงานได้มากยิ่งขึ้น เพราะบ้านคือสถานที่พักผ่อนและบางมุมของบ้านยังอาจเป็นที่ผ่อนคลายหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่เมื่อสถานที่เหล่านี้ต้องกลายเป็นสถานที่ทำงานหรือการประชุม จะยิ่งส่งผลให้เกิดความเครียดมากขึ้นไปอีก


วิธีดูแลสุขภาพในช่วงที่มีฝุ่น pm2.5

เมื่อชีวิตประจำวันเช่นนี้ได้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จะเริ่มส่งผลกระทบทางจิตใจ ทั้งจากเรื่องงานและความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 หากไม่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ อาจก่อให้เกิดความเครียด รู้สึกท้อ หรือวิตกกังวล จนนำพาไปสู่ “อาการซึมเศร้า” ซึ่งอาการเหล่านี้นับเป็นอาการทางจิตเวช ที่ไม่ควรมองข้ามและไม่ควรปล่อยไว้!


โรคซึมเศร้าคือ...??

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวช หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า Depression เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง หรือส่วนที่มีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้สึก อารมณ์ พฤติกรรม จนไปถึงการเจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้การดำเนินชีวิตในประจำวันเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก เช่น ความทุกข์มีผลกระทบโดยตรงกับอารมณ์ ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ หรือวิตกกังวล ซึ่งสามารถส่งผลกระทบให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรืออาจรุนแรงจนถึงขั้นมีความคิด “ฆ่าตัวตาย”


ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 1.5 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาที่มีมาตรการ Work from Home โดยแต่ละคนอาจมีอาการของโรคที่แตกต่างกัน เพราะโรคซึมเศร้านั้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่อาการที่กลุ่มคนวัยทำงานเป็นมากที่สุดมีจะ 3 ประเภท ได้แก่


> Major Depression

อาการซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องการกิน การนอน และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

โดยประเภทนี้จะทำให้มีอาการซึมเศร้าชวนอยากร้องไห้ หรือหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ซึ่งจะมีการแสดงอาการ

บ่อยครั้งใน 1 วัน หรืออาจเป็นติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์


> Dysthymia Depression

อาการซึมเศร้าแบบเรื้อรังที่มาเป็นพักๆ พอหายดีแล้วก็อาจกลับมาเป็นใหม่ โดยจะเป็นติดต่อกันประมาณ

2 – 5 ปี ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อหรือเศร้า แต่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

> Bipolar Disorder

ประเภทนี้จะทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นคนที่มีอารมณ์สองขั้ว หรือที่ทั่วไปเรียกกันว่า ‘ไบโพลาร์’โดยผู้ป่วยจะมี

อาการซึมเศร้า รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิต แต่จะสลับกับอีกอารมณ์ที่ตรงกันข้ามก็คือจะมีอาการคึกคักหรือ

หงุดหงิด ซึ่งอาการประเภทนี้ยังอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและมักก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา


เพราะอะไร...?? โรคซึมเศร้าถึงได้พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน

แม้แต่ละคนจะเป็นโรคซึมเศร้าคนละประเภทกัน แต่เมื่อแบ่งแยกเหตุและผลของอาการเหล่านี้ จะสามารถบอกได้ว่าอาการซึมเศร้านั้นก่อเกิดจาก 4 ปัจจัย ดังนี้


1. กรรมพันธุ์

หากในครอบครัวมีผู้เป็นโรคซึมเศร้าหรืออาการทางจิต ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่หากมีคนใดคนหนึ่งเป็น ในรุ่นลูก

จนไปถึงรุ่นหลานจะมีแนวโน้มเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไปมากถึง 20% แต่ยังไม่มีผลการยืนยันที่

ชัดเจนว่าโรคซึมเศร้านั้นเกิดจากยีนส่วนไหนที่มีผลทำให้เกิดโรคนี้


2. สารเคมีในสมอง

เมื่อการหลั่งของสารเคมีในสมองเกิดขาดความสมดุล จะส่งผลให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ง่าย โดยสารที่หลั่งออกมา

นั้นประกอบไปด้วย Serotonin, Dopamine และ Norepinephrine ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดความเครียด

มากกว่าปกติ และส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้านั่นเอง


3. สภาพแวดล้อม

สภาพแวดล้อมนับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีความเครียด

และความกดดันสูง เมื่อสิ่งเหล่านี้สะสมเข้ามากๆ จะสามารถกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้อย่างง่ายดาย เช่น ปัญหา

การหย่าร้าง พ่อแม่แยกทางกัน การตกงาน หรือภาวะความเครียดจากที่ทำงาน


4. อุปนิสัยส่วนตัว

ผู้ที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตนเอง คิดเสมอว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือเป็นคนมองโลกในแง่ลบ มองทุกสิ่งอย่าง

ในแง่ร้ายไปเสียหมด ผู้ที่มีนิสัยเช่นนี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า


จาก 4 ปัจจัยที่กล่าวมาสามารถโยงใยเข้าสู่เรื่องความเครียด ความกดดัน และหมดไฟ ที่พบเจอได้มากที่สุดในช่วงวัยทำงาน เมื่อต้องพบเจอเป็นเวลานานและไม่สามารถจัดการกับสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการทำงานจากทางไกล หรือ Work from Home ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) และทำให้เกิดผลเสียต่างๆ ตามมา


มีผลสำรวจจาก Microsoft Work Trend Index 2021 ได้ระบุถึงการ Work from Home โดยมีใจความสำคัญว่าการทำงานจากทางไกลทำให้มีการประชุมเพิ่มมากขึ้นถึง 148% และมีการส่งอีเมลถึงกันในช่วงปี 2020 – 2021 เพิ่มมากขึ้นถึง 40.6 ล้านฉบับ ซึ่งมีเรื่องที่แปลกใจก็คือบางองค์กรกลับได้ผลงานจากพนักงานมากกว่าการทำงานที่บริษัทเสียด้วยซ้ำ และหลายองค์กรก็ไม่ได้มีผลงานจากพนักงานที่น้อยลงเลย


แต่การทำงานในลักษณะนี้จะทำให้พนักงานทำงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า ความเครียดสะสม ซึ่งส่งผลกระทบทั้งกับร่างกายและจิตใจ จนสุดท้ายพนักงานเกิดภาวะหมดไฟหรือ burnout ที่เป็นตัวกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้า เมื่อไม่สามารถจัดการกับอำนาจคำสั่งในการทำงานได้จะยิ่งก่อให้เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง และเกิดอารมณ์ในด้านลบ


**ยกตัวอย่างเหตุผลที่อาจก่อให้เกิดโรคซึมเศร้าจากการทำงาน


> ปริมาณงานมีมากเกินไปและไม่สัมพันธ์กับเงินเดือนที่ได้รับ

> งานประจำกัดกินเวลานอก ทำให้มีเวลาพักผ่อนน้อย และไม่เหลือเวลาในการทำงานอดิเรก

> มีทัศนคติและแนวคิดที่ไม่ตรงกับองค์กร แต่จำเป็นต้องทำงานที่เดิมอยู่

> ฝืนทำงานที่ไม่ตรงสายหรือไม่ตรงใจกับที่ตนเองชอบ

> ได้รับงานในสิ่งที่ตนเองไม่ถนัด โดยไม่มีคำแนะนำที่ถูกต้อง และถูกตำหนิติเตียนอยู่บ่อยครั้ง

> มีการกลั่นแกล้งภายในองค์กร จนไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนไหนได้

> สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี ไม่มีการอำนวยความสะดวกในสิ่งที่ควรทำ


เมื่อพนักงานเข้าสู่การเป็นโรคซึมเศร้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและการกระทำ แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อองค์กรไม่มากก็น้อย ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ผลงานมีคุณภาพน้อยลง งานผิดพลาดมากขึ้น ความกระตือรือร้นมีลดน้อยลง หมดไฟในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับองค์กร เป็นต้น ซึ่งหากรู้ว่าพนักงานคนไหนเป็นโรคซึมเศร้าจะต้องให้การช่วยเหลือโดยด่วน!


โดยมีข้อแนะนำจากนิตยสารเกี่ยวกับคนทำงานด้านธุรกิจอย่าง “Harvard Business Review” (HBR) กับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการรักษาใจให้แก่พนักงาน ซึ่งเผยถึงคำแนะนำสำหรับการช่วยเหลือพนักงานที่เป็นโรคซึมเศร้า ดังนี้


> ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนให้คำแนะนำกับพนักงาน

Kelly Greenwood ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mind Share Partners ที่ให้ความสนใจเกี่ยว

กับสุขภาพจิตในที่ทำงานเผยว่า แม้หัวหน้าจะไม่ได้เป็นนักจิตวิทยา หมอ หรือผู้ให้คำปรึกษาด้านจิตเวช แต่

พนักงานอาจเลือกเปิดใจบอกสิ่งนี้กับคุณเพราะคุณมีตำแหน่งเป็นหัวหน้างานของเขา ดังนั้นก่อนที่จะให้คำ

ปรึกษากับพนักงานจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นเสียก่อน เพื่อการให้ข้อมูลที่ดีและถูกต้อง ไม่ทำให้

พนักงานหลงทางไปมากกว่าเดิม


> เปิดใจรับฟังอย่างจริงใจและไม่ด่วนสรุป

หัวหน้าควรเปิดโอกาสให้พนักงานที่เป็นโรคซึมเศร้า ได้พูดในสิ่งที่ตนเองอยากพูดเท่านั้น ไม่ควรฝืนใจหรือ

ตัดสินก่อนที่จะรับฟังจนจบเรื่อง โดยในระหว่างการรับฟังพนักงานไม่ควรมีท่าทีที่ไม่เต็มใจ อึดอัด หรือแสดง

อาการว่ากลัวในสิ่งที่พนักงานเป็น เพราะนั่นอาจทำให้พนักงานไม่กล้าพูดอีกต่อไป อีกทั้งยังไม่ควรถามคำถาม

ที่กระทบต่อจิตใจของพนักงาน

> ช่วยเหลือพนักงานตามความเหมาะสม

การที่พนักงานเข้ามาปรึกษาหรือเราเข้าไปให้การช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมาเปลี่ยนแปลงงาน หรือ

มอบสิทธิพิเศษใด ๆ อาจเป็นแค่การเปิดใจรับฟังเพื่อความสบายใจหรือแจ้งให้ทราบเท่านั้น ดังนั้นหัวหน้าจึงไม่

จำเป็นต้องคิดไปใหญ่โตว่าจะช่วยเหลืออย่างไรดี หากต้องการช่วยเหลือในสิ่งที่พนักงานเป็นจริง ๆ อาจให้กฎ

การทำงานที่ยืดหยุ่นเกี่ยวกับการลาไปพบจิตแพทย์ เป็นต้น

> สร้างความสบายใจให้พนักงานเมื่อต้องอยู่ในองค์กร

พนักงานอาจรู้สึกอึดอัดที่ต้องทำงานกับหัวหน้าที่เก่งและสมบูรณ์แบบ จนพนักงานไม่กล้าที่จะเข้าถึงหรือขอ

ปรึกษาปัญหาสุขภาพใจ ดังนั้นจึงควรสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง ดูไม่ตึงเครียด เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราคือ

หัวหน้าที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย สามารถปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้ เพราะหากพนักงานไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือ

การปรึกษาที่ดี ปัญหาด้านสุขภาพจิตอาจทวีความรุนแรงจนรักษาหายได้ยาก

> ขอบคุณพนักงานที่กล้าเปิดใจปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพจิต

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครสักคนจะกล้าบอกคนอื่นว่าตนเองเป็นโรคซึมเศร้า เพราะกลัวการพูดออกไปแล้วจะทำให้มี

ผลกระทบต่างๆ ตามมา การที่พนักงานกล้าที่จะเปิดใจจึงถือเป็นเรื่องที่ควรขอบคุณ เพราะพนักงานอาจเกรง

ว่าอาการที่เป็นอยู่จะส่งผลกระทบกับงานและองค์กร ดังนั้นจึงควรขอบคุณกับพนักงานอย่าสุภาพและจริงใจ

ไม่แสดงออกว่าปัญหาด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด เพราะอาจทำให้พนักงานรู้สึกกลัวว่าสิ่งนี้จะส่ง

ผลกระทบต่อการทำงานในอนาคต

> รักษาความลับให้แก่พนักงาน

เมื่อพนักงานกล้าที่จะก้าวเข้ามาปรึกษา หน้าที่ของผู้ให้การช่วยเหลือที่สำคัญก็คือการรักษาความลับนี้ และ

ต้องแสดงออกให้พนักงานเห็นว่าเราจะเก็บรักษาความลับนี้ได้เป็นอย่างดี หากจำเป็นต้องแจ้งหรือปรึกษา

เรื่องนี้กับฝ่ายบุคคล เกี่ยวกับสิทธิแรงงานพึงได้รับจากการรักษาสุขภาพจิต จะต้องขออนุญาตพนักงานราย

นั้นให้เขายินยอมเสียก่อน หากพนักงานไม่ยินยอมอาจบอกกล่าวต่อฝ่ายบุคคลเกี่ยวกับสุขภาพจิต โดยไม่เปิด

เผยชื่อพนักงานไปโดยตรง เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวให้แก่พนักงาน


แต่เรื่องนี้อาจไม่ใช่หน้าที่ของหัวหน้าเพียงอย่างเดียว เพื่อนร่วมงานเองก็สามารถเป็นหูเป็นตาให้กับองค์กรได้ แต่ไม่ใช่เป็นการสังเกตเพื่อการจับผิด เพราะเหตุผลที่ต้องคอยส่องสอดดูแลในเรื่องนี้ก็เพื่อตัวผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าเอง และป้องกันผลกระทบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีผลกับทั้งองค์กร อีกทั้งเพื่อนร่วมงานจะได้ไม่เผลอทำในสิ่งที่ไม่ควรทำต่อผู้ที่มีปัญหาในด้านนี้ เช่น การพูดในสิ่งที่กระทบต่อจิตใจ หรือติดใจสงสัยในสิ่งที่เขาไม่กล้าตอบออกมา เป็นต้น


ความจริงแล้วโรคซึมเศร้านั้นไม่เหมือนกับโรคจิตเวชอื่นๆ ที่รักษาได้ไม่หาย 100% แต่สามารถหายขาดได้หากมีการดูแลสุขภาพกายใจให้ดี และมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถหายได้เอง หากผู้เป็นสามารถปรับตัวเพื่อไม่ให้อาการของโรคแสดงออกมาได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค หากอยู่ในเกณฑ์ที่อันตรายควรได้รับการรักษาที่ถูกต้องจากจิตแพทย์โดยตรง


การพบจิตแพทย์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่น่ากลัว โรคซึมเศร้านั้นไม่ต่างกับโรคทั่วๆ ไปที่ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อการใช้ชีวิตที่ดี อีกทั้งยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งจากที่องค์กรและการทำงานจากทางไกล เช่นเดียวกับพนักงานทุกคน


ต่อจากนี้ องค์กรควรเพิ่มการเอาใจใส่พนักงาน เพื่อให้พนักงานมีความสุขมากยิ่งขึ้นทั้งเรื่องการทำงานและชีวิตส่วนตัว สามารถสบายใจเมื่อได้อยู่กับองค์กรและสามารถหันไปโฟกัสกับงานได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพอย่างที่ควรเป็น และพาองค์กรบรรลุสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้


#WFH #WorkFronHome #mental #wellness #depress


ข้อมูลจาก

กรมสุขภาพจิต, โรงพยาบาลพญาไท,Doctor Raksa, Techsauce, POPPA

2 Soi Rong Muang 5, Rong Muang Rd.

Rong Muang, Pathum Wan Bangkok 10330

Tel: 02 092 9222 Ext. 5107     |     Sales@benix.co.th